in

สงครามน้ำมัน : ผู้รับเคราะห์ คือ Shale Oil ของสหรัฐฯ

อุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐฯ เคยเขย่าโลกของเจ้าพ่อน้ำมันอย่าง OPEC และรัสเซีย (ที่สูบและผลิตน้ำมันจากชั้นดิน) ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน หรือที่เรียกว่า “เชลออยล์” (Shale Oil) ทำให้สหรัฐฯ สามารถแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจากผู้มีอิทธิพลดังกล่าวมาได้บ้าง

และล่าสุดที่มีการประกาศสงครามน้ำมันระหว่าง”ซาอุดีอาระเบีย” และ “รัสเซีย” โดยแข่งกันเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งกำลังกดให้ราคาน้ำมันต่ำลง จะสร้างปัญหาให้ Shale Oil เพราะ Shale Oil ของสหรัฐฯ มีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าฝั่งของรัสเซียและ OPEC

แม้บริษัทปิโตรเลียมชั้นนำในสหรัฐฯ อย่าง Exxon Mobil, Crownquest, Chevron จะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และยังสามารถทำกำไรได้ แม้ราคาน้ำมันจะลงมาถึง 31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากธุรกิจที่พอร์ตการขุดเจาะที่หลากหลายกว่า แต่นั่นไม่ใช่กับกรณีของบริษัทที่พึ่งพากำไรจากการผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน

ราคาหุ้นของผู้ผลิต Shale Oil รายใหญ่อย่าง Diamondback Energy หายไปกว่า “ครึ่งหนึ่ง” และมีการประกาศออกมาแล้วว่า Diamondback จะลดงบประมาณในการขุดเจาะน้ำมันลง เป็นชะตากรรมเดียวกันกับ Eagle Ford, Bakken และ Permian

จากชาร์ตข้างบน จะเห็นว่า ณ ราคาน้ำมันในปัจจุบัน บริษัทเหล่านี้ไม่สามารถอยู่รอดและทำกำไรได้ อย่างกรณีของ Permian ก็ต้องได้ราคาอย่างน้อย 43 ดอลลาร์ ถึงจะมีกำไร 10%

อ่านเพิ่มเติม “Bloomberg” – Shale’s New Reality: Almost All Wells Drilled Now Lose Money